"www.halaqah-addirasiah.blogspot.com ................. أهلا وسهلا يا رمضان كريم................... Apabila kamu Berpuasa maka hendaklah berpuasa pendengaranmu,penglihatanmu,lidahmu,daripada dusta dan dusa,dan tingallah menyakiti khadam.hendaklah kamu mengharmatinya dan bersikap tenang pada hari puasamu.jgn kamu samakan hari puasamu dgn hari tidak puasa,{ AL-HADIS }

Ahad, 12 Jun 2011

เรียนรู้การเมือง



การเลือกตั้งที่กำลังมาถึงในเร็ว ๆ นี้ เป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจลงทุนของคนจำนวนไม่น้อย เพราะรัฐบาลที่จะตามมานั้น ยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร เข้ามาแล้วจะมีนโยบายอย่างไรชัดเจนแม้ว่าจะมีการประกาศนโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองออกมาแล้ว นอกจากเรื่องของนโยบายแล้ว แนวความคิดหรือปรัชญาทางการเมืองของแต่ละพรรคก็เป็นประเด็นสำคัญไม่น้อยกว่าหรือน่าจะพูดว่าสำคัญยิ่งกว่าเรื่องของนโยบายที่เขียนไว้ เพราะแนวความคิดหรือปรัชญาทางการเมืองนั้น มักจะเป็นตัวกำหนดว่า พรรคนั้นจะทำอย่างไรหรือตัดสินใจอย่างไรต่อแนวทางในการบริหารประเทศโดยเฉพาะในด้านของเศรษฐกิจ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ จะเอื้อหรือขัดขวางการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน
แนวความคิดหรือปรัชญาทางการเมืองหลัก ๆ ที่ผมคิดว่าสามารถอธิบายได้ชัดเจนในโลกนี้น่าจะแบ่งได้เป็นสองค่ายหรือสองกลุ่มนั่นก็คือ ฝ่ายที่เรียกว่า “ทุนนิยม” กับฝ่าย “สังคมนิยม” แต่นี่ก็เป็นเพียงเรื่องของแนวความคิดทางเศรษฐกิจที่สองฝ่ายมีความเห็นไม่เหมือนกันหรือตรงกันข้าม ที่จริงยังมีเรื่องหรือประเด็นอื่น ๆ อีกมากที่แต่ละฝ่ายมองไม่เหมือนกันและดังนั้นเวลาแบ่งค่ายจึงมีการใช้คำที่ครอบคลุมความหมายที่กว้างกว่าโดยเรียกว่าเป็น ฝ่าย “ขวา” กับฝ่าย “ซ้าย” โดยที่ฝ่ายขวานั้นเชื่อในระบอบเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยมและฝ่ายซ้ายเน้นที่สังคมนิยม
ถ้าจะให้มองภาพที่ชัดเจนว่าฝ่ายขวาคิดอย่างไรและฝ่ายซ้ายคิดอย่างไรในประเด็นเรื่องต่าง ๆ นั้น ผมคิดว่าถ้ามองในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นประเทศคงมองได้ไม่ชัดเจนนัก เหตุผลก็เพราะว่าในช่วงหลัง ๆ การแตกแยกหรือแบ่งแยกอุดมการณ์ทางการเมืองนั้น “เบลอ” มากขึ้นทุกที หาประเทศที่เป็นขวา “ตกขอบ” หรือซ้าย “สุดโต่ง” ได้ยาก ประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยมหลายแห่งก็ “กอดรัด” ทุนนิยมเข้าไปเต็มที่ ตัวอย่างเช่นในประเทศจีนเป็นต้น ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่เคยเป็นทุนนิยมจัด ๆ เช่นในประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากก็หันมาเน้นนโยบายแบบสังคมนิยมมาก ๆ กลายเป็น “รัฐสวัสดิการ” ไปเลยก็มี ดังนั้น เพื่อที่จะอธิบายความคิดแบบซ้าย-ขวาให้เห็นภาพได้ชัดเจน ผมจึงอยากที่จะใช้ตัวอย่างของสองประเทศในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เหตุผลก็คือ นั่นเป็นช่วงเวลาที่อุดมการณ์ทางการเมืองกำลังมาแรงเป็นกระแสระดับโลกที่ “เชี่ยวกราก” สองประเทศที่ว่าก็คือ เยอรมัน ตัวแทนของฝ่ายขวา กับ สหภาพโซเวียตรัสเซีย ตัวแทนของฝ่ายซ้าย
ความคิดแบบขวานั้น ประเด็นแรกก็คือ มองว่าคนเรานั้น ไม่เท่าเทียมกัน มีคนที่เหนือกว่าคนอื่นในสังคม คนที่เหนือกว่าก็ควรต้องมีสิทธิมีเสียงมากกว่า เป็นผู้นำ เป็นผู้ที่จะกำหนดเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนที่ด้อยกว่าทำตาม พูดง่าย ๆ คนที่ปกครองต้องเป็นคนที่เหนือกว่าหรือดีกว่า นั่นคือสิ่งที่ฮิตเลอร์คิดและทำ เขาคิดว่าคนเยอรมันหรือพูดให้ถูกต้องก็คือคนเชื้อชาติ “อารยัน” นั้นเป็นคนที่เหนือกว่าคนอื่นโดยเฉพาะคนรัสเซียที่เป็นชนเผ่า “สลาฟ” และดังนั้น เยอรมันจะต้องปกครองรัสเซียและประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะที่เป็นพวกสลาฟ ฮิตเลอร์ยังคิดว่าพวกยิวนั้นเป็นชนชาติที่ด้อยและเลวร้ายจะต้องกำจัดให้หมดไป ดังนั้น เขาจึงสังหารคนยิวนับล้าน ๆ คน ส่วนความคิดแบบซ้ายสุดนั้นมองว่าคนทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีชนชั้น ดังนั้น จึงต้องกำจัดชนชั้นให้หมดไปโดยเฉพาะนายทุนที่ “กดขี่ขูดรีด” ชน “ผู้ใช้แรงงาน” ที่เป็นกลุ่มชนชั้นล่างของสังคม
ฝ่ายขวานั้น มักจะเน้นความเป็น “ชาตินิยม” เรื่องของดินแดนหรืออาณาเขตประเทศเป็นสิ่งที่ต้องรักษาและถ้าเป็นไปได้ต้องขยายออกไปให้ยิ่งใหญ่ การได้อาณาเขตเพิ่มเติมเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความมั่นคงยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมือง นั่นทำให้ฮิตเลอร์ยกทัพเข้ายึดครองประเทศเพื่อนบ้านและรัสเซีย ตรงกันข้าม ฝ่ายซ้ายนั้นไม่เน้นความเป็นชาตินิยมแต่เน้นความเป็นสากล พวกเขาเชื่อว่าโลกหรือคนนั้นไม่ได้แบ่งกันที่อาณาเขตของประเทศ แต่แบ่งที่ว่าคุณเป็นคนชั้นไหน “ผู้กดขี่” หรือผู้ที่ “ถูกกดขี่” สำหรับพวกเขาแล้ว เขาเน้นการ “ส่งออก” ความคิดแบบ “ปฏิวัติ” และสนับสนุนให้คนที่ถูกกดขี่โดยเฉพาะกรรมกรและชาวนาต่อสู้เพื่อสร้างระบบสังคมนิยมขึ้นในประเทศของตนเอง ไอดอลของฝ่ายซ้ายอย่าง เช กูวารา นั้น เขาไปช่วยรบกับฝ่ายซ้ายในหลาย ๆ ประเทศโดยเฉพาะในละตินอเมริกา
ฝ่ายขวานั้น มักจะเน้นการเป็น “วีรบุรุษ” พวกเขาจะเชิดชูผู้นำที่โดดเด่น ฮิตเลอร์ใช้สื่อทุกชนิดและกลุ่มคนต่าง ๆ รวมถึงเยาวชนในการสร้างให้ตนเองเป็นวีรบุรุษและผู้นำของเยอรมัน ฝ่ายซ้ายนั้นมักเน้นการปกครองหรือการนำเป็นกลุ่ม หรือก็คือกลุ่มผู้นำของพรรคการเมืองเช่นพรรคคอมมิวนิสต์
การเป็นขวาจัดของเยอรมัน นั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือคนเยอรมันอยากจะเป็น สถานการณ์มักจะเป็นตัวกำหนด นั่นก็คือ เยอรมัน เองถูกบีบจากสันนิบาตชาติหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เยอรมันเป็นฝ่ายแพ้ และทำให้ต้องถูกยึดครองดินแดนและเสียค่าปฏิกรณ์สงครามรวมถึงต้องเสีย ศักดิ์ศรีในอีกหลาย ๆ เรื่อง ดังนั้น อุดมการณ์ขวาจึงเกิดขึ้นได้ง่ายและแรง รัส เซียเองนั้นกลายเป็นประเทศซ้ายจัดก็เกิดจากสถานการณ์ในประเทศเช่นเดียวกัน แต่เป็นเรื่องของปากท้องและความเป็นธรรมที่คนรัสเซียต้องประสบซึ่งอาจจะรวม ถึงการ “กดขี่” ของผู้ปกครองจากระบอบการปกครองของซาร์ที่ไม่ยอมผ่อนตามความต้องการของคนโดยเฉพาะกรรมกรในเมือง ดังนั้น เมื่อเกิดการปฏิวัติประชาชน ระบอบการปกครองหลังจากนั้นจึงเป็นซ้ายจัด ซึ่งแน่นอน ต้องกลายเป็นระบอบเผด็จการเช่นเดียวกับเยอรมันที่ก็ต้องเป็นเผด็จการไม่น้อยไปกว่ากัน
การเมืองไทยเองนั้น ความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบ ขวา-ซ้าย ผมคิดว่ามีมาหลายสิบปีตั้งแต่สมัยที่จีนเป็นประเทศสังคมนิยมใหม่ ๆ และ “ส่งออก” แนวความคิดมาที่ประเทศไทยผ่านพรรคคอมมูนิสต์ไทย แต่แนวความคิดแบบ ซ้าย-ขวา ที่มีการเผยแพร่และแสดงออกอย่างกว้างขวางนั้นน่าจะเริ่มหลังจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ที่นักศึกษาเป็น “หัวหอก” ในการเสนอแนวความคิดนี้ และเมื่อความคิดแบบซ้ายเปิดตัวออกมา โดยธรรมชาติ ความคิดแบบขวาก็ออกมาตอบโต้ สุดท้ายอย่างที่เราทราบกัน ประกอบกับเหตุผลทางสภาพแวดล้อมทางการเมืองและสังคมระดับโลกที่เริ่มไม่เน้นในเรื่องของอุดมการณ์แต่สนใจเรื่องการ “ทำมาหากิน” มากกว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของคนไทยก็ “เลือน” หายไป การเมืองไทยหลังจากนั้นก็เดินไป “ทางสายกลาง” เช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ของโลก
ผมไม่รู้ว่าเป็นเหตุผลใดแน่ชัด อาจจะเป็นเรื่องของ “อุบัติเหตุทางการเมือง” การเมืองไทยกลับเข้าไปอยู่ใน “ความขัดแย้ง” ที่อาจจะมีกลิ่นอายของการเป็น ขวา-ซ้าย อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าในยุคนี้จะไม่มีใครเรียกแบบนั้น ความแตกต่างในครั้งนี้ก็คือ จำนวนคนที่เกี่ยวข้องดูเหมือนจะมากกว่าอดีตมาก อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ทางการเมืองดูเหมือนจะไม่สุดโต่งเท่า ว่าที่จริง อาจจะไม่มีแนวคิดอะไรที่จะเป็นเรื่องในระดับที่เรียกว่า “ปฏิวัติ” อะไรเลย ผมก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะไม่เลยเถิดจนคุกคามชีวิตและการลงทุนของนักลงทุนในตลาดหุ้นแม้ว่าลึก ๆ แล้ว ผมรู้สึกว่า การเมืองไทยในช่วงนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของการลงทุนที่ต้องจับตามอง เป็นความเสี่ยงที่ว่า การเมืองอาจจะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งทั้ง ๆ ที่คนที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น


DR.nivate

Sabtu, 11 Jun 2011

Jamaah Ikhwan Akan Dirikan Pusat Studi Islam di Mesir




Sabtu, 11/06/2011

Wakil Mursyid 'Aam Ikhwanul Muslimin Khairat al-Syatir mengatakan jamaah Ikhwan sedang mempersiapkan untuk mendirikan pusat studi Islam yang bertujuan untuk membantu membangun kembali Mesir berdasarkan prinsip-prinsip Syari'ah Islam.

"Ikhwan setelah revolusi ingin memainkan peran strategis setelah mereka terpinggirkan selama bertahun-tahun," kata Syatir selama simposium Rabu lalu. "Lebih dari 30.000 dari anggota Ikhwan dipenjara sejak tahun 1992 sampai Mubarak digulingkan.

"Kita akan berkoordinasi dengan semua kekuatan politik, termasuk kelompok Syiah dan Koptik," katanya, menambahkan bahwa pembangunan kembali negara itu harus berdasarkan pada prinsip-prinsip Syariah dan hal itu adalah tugas yang sulit.

Dia mengatakan bangsa ini membutuhkan sekolah-sekolah baru yang mengajarkan humaniora dengan referensi Islam dan tidak adanya aturan Islam dan yurisprudensi Islam telah merugikan bangsa Mesir. (fq/amay)

Selasa, 7 Jun 2011

Rabbaniyyah Versus Materialisme



Di dalam bukunya yang berjudul Fiqh Da’wah jilid dua, Syaikh Musthafa Masyhur, menulis mengenai dua pemahaman mendasar yang senantiasa bertarung dalam kehidupan manusia. Kedua pemahaman tersebut ialah Rabbaniyyah versus Materialisme. Rabbaniyyah merupakan sebuah ajaran yang senantiasa dianut dan disebarluaskan oleh kaum beriman. Sedangkan Materialisme adalah ajaran yang dianut oleh kaum kafir dan munafik lalu mereka senantiasa mempromosikannya.



Inti daripada ajaran Rabbaniyyah ialah menjalani kehidupan di dunia yang fana ini dengan menjadikan Allah سبحانه و تعالى Rabbul ‘aalamiin sebagai pusat perhatian, puncak kebahagiaan bahkan pusat pengabdian. Sedemikian rupa sehingga panganut Rabbaniyyah hanya mau menjalankan kehidupan di dunia berdasarkan bimbingan petunjuk Allah سبحانه و تعالى beserta utusan-Nya yakni Rasulullah صلى الله عليه و سلم . Bahkan tolok-ukur keberhasilan kaum penganut Rabbaniyyah ialah seberapa jauh manusia dan masyarakat berjalan konsisten mengikuti petunjuk Rabb mereka, Sang Pencipta, Pemilik, Pemelihara dan Penguasa alam semesta.

Sedangkan ajaran Materialisme ialah menjalani kehidupan di dunia yang fana ini dengan menjadikan berbagai materi ciptaan Allah سبحانه و تعالى , bahkan terkadang hasil karya manusia, sebagai pusat perhatian, puncak kebahagiaan bahkan pusat pengabdian. Sedemikian rupa sehingga kaum penganut Materialisme memandang bahwa tolok-ukur keberhasilan hidup di dunia ialah seberapa jauh manusia dan masyarakat dapat terpuaskan hidupnya secara material. Manusia merasa puas dan bahagia bilamana bebrbagai kebutuhan syahwat-jasadinya telah terpenuhi. Tidak perlu mengkaitkan dengan Allah سبحانه و تعالى Sang Pencipta berbagai materi tersebut. Penganut Materialisme pada ghalibnya terdiri dari kaum ateis alias tidak percaya kepada Allah سبحانه و تعالى dan tidak menganut agama. Tetapi di zaman penuh fitnah ini bisa juga penganut materialisme terdiri dari kaum yang mengaku bertuhan Allah سبحانه و تعالى bahkan beragama Islam, hanya saja mereka tidak menjadikan Allah سبحانه و تعالى sebagai pusat perhatian dan tujuan kehidupan, apalagi memandang perlu menjalani hidup berdasarkan petunjukNya.

Kemerosotan Rabbaniyah dewasa ini berbanding terbalik dengan semakin memuncaknya dominasi Materialisme dalam kehidupan ummat manusia pada umumnya, ummat Islam pada khususnya. Kelalaian masyarakat dunia akan hakikat adanya Rabb yang mencipta, memiliki, memelihara dan mengawasi mereka, telah menyebabkan masyarakat menjadi hina bagaikan ternak, bahkan lebih sesat lagi. Semua ini tidak terlepas dari usaha musuh-musuh Allah سبحانه و تعالى yang selalu bertujuan menjauhkan ummat Islam dari petunjuk Allah سبحانه و تعالى yaitu ajaran Islam. Namun sebab yang paling hakiki ialah karena kaum muslimin sendiri membiarkan dirinya memperturutkan kemauan musuh Allah سبحانه و تعالى sekaligus musuh orang beriman, yakni syetan.

لَهُمْ قُلُوبٌ لا يَفْقَهُونَ بِهَا وَلَهُمْ أَعْيُنٌ لا يُبْصِرُونَ بِهَا

وَلَهُمْ آذَانٌ لا يَسْمَعُونَ بِهَا أُولَئِكَ كَالأنْعَامِ بَلْ هُمْ أَضَلُّ

“...mereka mempunyai hati, tetapi tidak dipergunakannya untuk memahami (ayat-ayat Allah) dan mereka mempunyai mata (tetapi) tidak dipergunakannya untuk melihat (tanda-tanda kekuasaan Allah), dan mereka mempunyai telinga (tetapi) tidak dipergunakannya untuk mendengar (ayat-ayat Allah). Mereka itu sebagai binatang ternak, bahkan mereka lebih sesat lagi.” (QS Al-A’raf 179)

Manusia hidup antara dua kekuatan yang saling tarik menarik. Antara tuntutan-tuntutan syahwat jasadi yang rendah dengan tuntutan-tuntutan ruh yang mulia dan tinggi.

وَنَفْسٍ وَمَا سَوَّاهَا فَأَلْهَمَهَا فُجُورَهَا وَتَقْوَاهَا

قَدْ أَفْلَحَ مَنْ زَكَّاهَا وَقَدْ خَابَ مَنْ دَسَّاهَا

“...dan jiwa serta penyempurnaannya (ciptaannya), maka Allah mengilhamkan kepada jiwa itu (jalan) kefasikan dan ketakwaannya, sesungguhnya beruntunglah orang yang menyucikan jiwa itu, dan sesungguhnya merugilah orang yang mengotorinya.” (QS Asy-Syams 7-10)

Orang beriman sibuk memenuhi tuntutan-tuntutan ruhnya sehingga mereka disebut Allah سبحانه و تعالى sebagai “orang yang mensucikan jiwanya”. Merekalah yang beruntung. Sedangkan kaum kafir dan munafiq sibuk memenuhi berbagai tuntutan syahwat-jasadinya sehingga Allah سبحانه و تعالى sebut mereka sebagai “orang yang mengotori jiwanya”. Merekalah kaum yang merugi. Kaum Rabbaniyyun (penganut ajaran Rabbaniyyah) itulah kaum yang beriman. Sedangkan kaum Materialis (penganut ajaran Materialisme) itulah kaum kafir dan munafiq.

Kaum Rabbaniyyun sibuk memperjuangkan tegaknya berbagai nilai-nilai yang bersumber dari Allah سبحانه و تعالى Rabbul ‘aalamiin. Mereka sangat yakin bahwa hanya dan hanya dengan menegakkan ajaran Islam yang bersumber dari Rabbul ‘aalamiin sajalah hidup ummat manusia bakal menjadi baik dan benar. Malah hanya dengan jalan itu sajalah Islam baru benar-benar akan dirasakan oleh semua orang menjadi Rahmatan lil ‘aalamin (rahmat bagi segenap alam semesta). Mereka tidak rela mencampuradukkan agama Rabbul ‘aalamiin dengan ajaran produk manusia karena mereka sangat yakin bahwa ajaran Allah سبحانه و تعالى sudah pasti sempurnanya. Jika mereka menambahkan ajaran lain kepada ajaran Allah سبحانه و تعالى dengan maksud agar menghasilkan sebuah pedoman hidup yang lebih akomodatif (dapat memuaskan bukan saja kaum muslimin tetapi juga kaum non-muslim), maka itu sama saja artinya dia telah bersangka buruk kepada Allah سبحانه و تعالى . Berarti ia memandang bahwa agama Allah سبحانه و تعالى tidak cukup sempurna untuk mampu mengayomi seluruh ummat manusia dengan segenap keaneka-ragamannya.

Sedangkan kaum Materialis memandang yang penting adalah memastikan bahwa berbagai tuntutan syahwat-jasadinya terpenuhi. Oleh karenanya, mereka tidak pernah memperdulikan eksistensi Allah سبحانه و تعالى dalam kehidupan. Mereka hanya tahunya kehidupan sebatas dunia yang fana. Mereka sibuk menguji-coba berbagai pedoman hidup produk manusia. Kalaupun mereka sempat menghiraukan agama Allah سبحانه و تعالى biasanya mereka berusaha mencocok-cocokkannya dengan ajaran produk manusia. Yang jelas, dominasi kehidupan dunia begitu hebat mencengkeram cara berfikir kaum Materialis. Mereka sangat ragu bahkan mengingkari adanya kehidupan lain di luar dunia fana ini. Mereka tidak percaya adanya alam akhirat.

يَعْلَمُونَ ظَاهِرًا مِنَ الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَهُمْ عَنِ الآخِرَةِ هُمْ غَافِلُونَ

“Mereka hanya mengetahui yang lahir (saja) dari kehidupan dunia; sedang mereka tentang (kehidupan) akhirat adalah lalai.” (QS Ar-Ruum 7)

وَقَالُوا مَا هِيَ إِلا حَيَاتُنَا الدُّنْيَا نَمُوتُ وَنَحْيَا وَمَا يُهْلِكُنَا إِلا الدَّهْرُ

“Dan mereka berkata: "Kehidupan ini tidak lain hanyalah kehidupan di dunia saja, kita mati dan kita hidup dan tidak ada yang membinasakan kita selain masa",(QS Al-Jaatsiyah 24)

Selasa, 31 Mei 2011

ครั้งแรก ทักษิณเปิดปากผ่านTheStraitsTimes พูดถึงมุสลิมภาคใต้ ยอมรับผิดพลาด





สำนักข่าวมุสลิมไทย ครั้งแรก ทักษิณเปิดปากผ่านTheStraitsTimes พูดถึงมุสลิมภาคใต้ ยอมรับผิดพลาด

สเตรทไทมส์ เปิดใจ “ทักษิณ”: กฎหมายหมิ่นทำให้สถาบันฯเสื่อม

ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์นสพ.เสตรทไทมส์ มั่นใจชนะการเลือกตั้งอย่างสง่างาม มุ่งอยากกลับประเทศเพื่อแก้ไขความบอบช้ำ ขอโอกาสเพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ชี้ทหาร “พารานอย”มากเกินไป

29 พ.ค. 54 – อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาที่ ประเทศดูไบว่า ความพยายามของรัฐบาลประชาธิปัตย์ในการสร้างแผนการปรองดองนั้นล้มเหลว และทำให้ประเทศแตกแยกมากขึ้น ขณะนี้จึงเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยในการสร้างการปรองดองในชาติ และหวังว่าตนเองจะสามารถกลับประเทศไทยได้ เพื่อแก้ไขบาดแผลทางการเมืองของประเทศในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่ถึงแม้ว่าจะกลับมาไม่ได้ ตนก็ยังอยากให้ประเทศไทยกลับสู่สภาวะปรกติ

“ความปรกติในความหมายของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นคนล่ะความหมาย เขาพยายามจะปรองดองมา 2 ปีครึ่งแล้ว แต่ก็ล้มเหลว ซ้ำยังทำให้ประเทศแตกแยกมากขึ้น เป็นคราวของเราแล้วที่จะต้องสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น” อดีตนายกกล่าว

ในระหว่างการสัมภาษณ์ที่ยาว 1 ชั่วโมง เขายอมรับว่าการกระทำที่รุนแรงต่อชาวมาเลย์มุสลิมในภาคใต้สมัยที่เขาเป็น นายกถือเป็นความผิดพลาด และกล่าวว่าการเป็นตำรวจนั้นทำให้ตนถูกสอนมาว่าต้องใช้ทั้งกำปั้นเหล็กและ ถุงมือกำมะหยี่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้กำปั้นเหล็กมากไป และเสียใจในสิ่งที่เคยทำ ทั้งนี้ ในอนาคตจะต้องเปลี่ยนแปลงไป

เขายังเสริมว่า พรรคเพื่อไทยจะรื้อฟื้นข้อตกลงกรณีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณ 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณใกล้กับเขาพระวิหารเพื่อพิจารณาถอนข้อตกลงดังกล่าว “เราควรมีการพูดคุยกัน ไม่ใช่เอะอะๆก็ส่งทหารเข้าไป ถ้าคุณมายิงใส่เพื่อนบ้านตัวเอง แล้วจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบได้ยังไง ถ้าคุณใหญ่กว่าหรือรวยกว่า คุณก็ควรมีจิตใจที่ดีและเมตตาต่อคนที่จนกว่าและตัวเล็กกว่า” ทักษิณกล่าว

ถึงแม้จะมีการวิเคราะห์ว่าผลของการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมจะค่อนข้าง สูสี โดยโพลล์สำรวจความคิดเห็นได้เผยว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะอย่างฉิวเฉียด แต่ทักษิณค่อนข้างมั่นใจว่าเพื่อไทยน่าจะชนะได้อย่างชัดเจน และเผยว่าตนเองได้ติดตามการหาเสียงในไทยอยู่ทุกวันและวางแผนยุทธศาสตร์การ เลือกตั้งอยู่เสมอ โดยดำเนินการจากบ้านหรูหราขนาดห้องนอน 7 ห้องในย่านหรูที่ดูไบ หรือบางทีก็จากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และรับข้อมูลความเคลื่อนไหวต่างๆจากนักการเมืองในประเทศไทย พร้อมกับปราศรัยผ่านทางโทรศัพท์ หรือ “โฟนอิน” ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงและการปราศรัยของเพื่อไทยอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังพูดคุยทางโทรศัพท์จากกลุ่มฐานเสียงต่างๆด้วย


“ถึงเวลาที่เราจะต้องยึดมั่นในหลักการว่าเราเคารพในความคิดของประชาชน ...ถ้าคุณเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย คุณก็ต้องเคารพเจตจำนงของประชาชน แล้วสิ่งต่างๆก็จะดำเนินไปต่อได้เอง ผมไม่สนใจว่าใครจะว่าอะไร ไม่สนใจว่าผมจะได้กลับบ้านหรือไม่ ผมสนใจแค่ว่าเมื่อไหร่ที่ประเทศจะกลับสู่สภาวะปรกติได้เสียที”

เมื่อผู้สื่อข่าวเสตรทไทมส์ถามว่า คิดว่าเสถียรภาพหลังการเลือกตั้งของประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับการเจรจามากแค่ ไหน เขาตอบว่า “ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสานเสวนาอีกแล้ว”

เขากล่าวว่ามีบางก๊กบางฝ่ายติดต่อเข้ามาหาเขาหลังจากหมดอำนาจ เขาจึงให้ยิ่งลักษณ์เป็นตัวแทนในการเจรจาพูดคุย “ผมไม่ไว้ใจนักการเมืองคนไหนๆหรอก เพราะไม่มีความลับในหมู่นักการเมือง ผมจึงให้เธอเป็นคนไปพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ และทำงานในพื้นที่เยอะๆ ตอนนี้อยากเห็นประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ไม่หยุดอยู่ในสภาพเดิมๆ”

ว่าด้วยทหารกับการเมือง

“พวกทหารเกิดอาการวิตกจริตกันใหญ่เพราะมีข่าวว่าผมจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ เป็นสาธารณรัฐ และตั้งตนเป็นประธานาธิบดี แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย เมื่อคุณกลายเป็นผู้นำ คุณก็ต้องเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่เป็นปัญหาเรื้อรังได้ และพอเมื่อคุณเข้มแข็งปุ๊บ ก็มีคนบอกว่าผมอยากเป็นประธานาธิบดี ซึ่งไร้สาระมาก และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงให้มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิง เขาจะได้ไม่ต้องคิดว่าผู้หญิงจะสามารถทำอะไรเช่นนั้น”

ว่าด้วยนโยบายพรรค
“ก็มีความเหมือนและความต่างอยู่บ้าง เมื่อคุณเห็นคนกำลังกินปลา ไม่ว่าจะจากเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ ปลาเหล่านั้นก็ดูเหมือนกัน แต่ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์แจกแต่ปลา แต่เราจะให้เบ็ดตกปลา และให้ประชาชนได้ตกปลาเองกินเอง และมีปลาจากทั้งแม่น้ำเอาไว้กินได้

ถ้าคุณดูการบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ เขาต้องการเพียงแค่ผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ของผมคือความสุขของประชาชนต้องมาก่อน และผลประโยชน์ทางการเมืองก็จะเป็นผลจากการที่พี่น้องประชาชนมีความสุข”

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ “ทำให้เสื่อม”
ต่อประเด็นการฟ้องร้องและดำเนินคดีบุคคลจำนวนมากในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพทักษิณกล่าวว่า “ทำให้สิ่งที่แย่อยู่แล้วเสื่อมลงไปอีก...หากว่าคุณเคารพและจงรักภักดีต่อ พระมหากษัตริย์ ต้องหยุดการแสดงความจงรักภักดีด้วยวิธีโง่ๆเช่นนี้”

และเมื่อถามว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่กับการรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว เขาตอบว่า “ก็ถ้ามีอยู่แล้วไม่ได้ใช้แบบไม่จำเป็นล่ะก็...” ซึ่งสื่อว่าก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าใดนัก และยังเสริมว่า “ยิ่งคุณดำเนินคดีกับคนในข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากขึ้นเท่าใด ประชาคมนานาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนก็จะเรียกร้องให้มีการยกเลิก(กฎหมาย นี้)มากขึ้นเท่านั้น”

เขาย้อนไปถึงสมัยที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาเล่าว่าเคยเกือบให้มีการจับกุมผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์คนหนึ่ง และในการเข้าเฝ้ากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งก่อน พระมหากษัตริย์ทรงตรัสว่า “ไม่อยากให้ใช้กฎหมายตัวนี้พร่ำเพรื่อ” อดีตนายกผู้ลี้ภัยสะท้อนว่า “ผู้ที่พยายามจะแสดงออกว่าเขาจงรักภักดีต่อกษัตริย์มากๆ และประกาศว่าจะเล่นงานคนที่แตะต้องสถาบันกษัตริย์นั้น เป็นการทำให้สิ่งที่แย่อยู่แล้วแย่ยิ่งขึ้น”

ต่อกรณีที่กองทัพบกได้เป็นผู้ยื่นฟ้องในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรายล่าสุดนั้น ทักษิณกล่าวว่า ทหารมีหน้าที่หลักๆสองอย่าง อย่างแรกคือปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างที่สองคือปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพต้องการแสดงความจงรักภักดีของตนเองโดยแสดงออกชัดแจ้งเกินไป ตนคิดว่าการกระทำดังกล่าวเป็นผลเสียต่อกองทัพและไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์เองด้วย

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
หนังสือพิมพ์เสตรทไทมส์ ฉบับวัันที่ 28 พฤษภาคม 2554

ที่มา ประชาไท

Isnin, 30 Mei 2011

2022 Jerman Bebas Nuklir



Senin, 30/05/2011

Kanselir Jerman Angela Merkel memutuskan Senin bahwa semua reaktor nuklir di negaranya Jerman ditutup pada tahun 2022.

Menteri Lingkungan Hidup Jerman Norbert Roettgen juga mengatakan bahwa tujuh reaktor nuklir yang sudah tua, segera akan ditutup, menyusul bencana nuklir yang terjadi di Jepang di bulan Maret yang lalu. Selain itu, Jerman juga akan menutup tiga dari reaktor Jerman terbaru ditutup tahun 2021, kata Roettgen. Sementara itu, sisanya akan ditutup setahun kemudian, tambahnya.

Roettgen mengatakan bahwa sengketa pajak yang nilainya mencapai 2,3 miliar euro, terkait bahan bakar batang nuklir tidak akan dihapus.

Pengumuman ini dibuat setelah negosiasi yang memakan waktu panjang antara pihak yang terkait dengan pengelola reaktor nuklir. Tapi keputusan itu masih bisa menghadapi penolakan yang kuat dari perusahaan-perusahaan pembuat reaktor nuklir. "Pasti itu akhir terhadap tiga pembangkit listrik tenaga nuklir yang baru, yang akan berakhir tahun 2022," kata Roettgen setelah pertemuan.

Pada tahun 2010, Merkel telah mendorong memperpanjang penggunaan 17 negara reaktor, yang dijadwalkan ditutup pada tahun 2036, tapi Merkel benar-benar merubah kebijakannya sesudah terjadi bencana nuklir Jepang.

Merkel mendapatkan dukungan kalangan partai Hijau dan kelompok lingkungan, tapi mendapatkan cemoohan dari oposisi dan daru partainya sendiri. Puluhan ribu orang berdemonstrasi menentang energi nuklir pada akhir pekan lalu di seluruh Jerman.

Kebijakan nuklir diperdebatkan di Jerman, dan isu itu membantu meningkatkan Partai Hijau, yang memenangkan salah satu negara bagian dari kubu CDU yaitu, Baden-Wuerttemberg, dalam pemungutan suara bulan Maret.

Mayoritas di Bundesrat yang mendukung Merkel, dimana negara-negara yang diwakili, menarik dukungan setelah CDU gagal memegang negara terpadat Rhine-Westphalia Utara. Kehilangan Baden-Wuerttemberg, suara diselenggarakan di bawah bayang-bayang krisis nuklir Fukushima, yang menjadi pukulan pemerintah Merkel.

Operator RWE terbesar di Jerman telah menyarankan mengakhiri semuanya tenaga nuklir pada tahun 2025, dan mengisyaratkan oposisi terhadap keputusan itu. Seorang juru bicara perusahaan mengatakan perusahaan itu akan tetap melakukan "semua pilihan hukum", ucapnya.

"Akhir (tenaga nuklir di Jerman) pada tahun 2022 bukanlah tanggal yang kami harapkan," kata juru bicara, menolak untuk mengomentari pengaruh keputusan terhadap pendapatan perusahaan. (mh/hrtz)

ข่าว ต่างประเทศ : เยอรมนีเลิกใช้พลังงานนุกปี65

31 พฤษภาคม 2554 - 00:00

เยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ชาติแรก ที่ประกาศแผนยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ภายหลังศึกษาบทเรียนโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะในญี่ปุ่น ที่เกิดวิกฤติสารกัมมันตรังสีเพราะภัยพิบัติ รัฐบาลผสมตั้งเป้าภายในปี 2565 ปิดโรงปฏิกรณ์เกลี้ยงทั้ง 17 แห่ง
"หลังจากหารือกันยาวนาน พรรคร่วมรัฐบาลก็ได้ข้อตกลงร่วมกันแล้วว่าจะยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์" นอร์เบิร์ต เริตต์เกิน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม แถลงเมื่อเช้าวันจันทร์ ภายหลังตัวแทนพรรครัฐบาลผสมกลาง-ขวาของเยอรมนี ได้ร่วมปรึกษาหารือกันนานหลายชั่วโมง ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรีของนางอังเกลา แมร์เคิล โดยเขายืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีความชัดเจน เด็ดขาด และเห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย
เยอรมนีมีโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งสิ้น 17 โรงทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เก่าแก่ที่สุด 8 หน่วยได้ยุติการผลิตกระแสไฟฟ้าไปแล้ว ในจำนวนนี้ 7 โรงถูกสั่งปิดชั่วคราวนาน 3 เดือน ระหว่างรอการตรวจสอบความปลอดภัย สืบเนื่องจากความหวั่นวิตกภายหลังภัยพิบัติในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม ที่สร้างความเสียหายต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ ส่วนโรงที่ 8 ซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศนั้น มีปัญหารุมเร้าทางเทคนิคและทำให้ถูกปิดใช้งานมานานหลายปี ตามแผนนั้นรัฐบาลต้องการให้ปิดโรงไฟฟ้าทั้ง 8 โรงนี้ต่อไปอย่างถาวร
โรงไฟฟ้าอีก 6 แห่ง ถูกกำหนดให้ปิดการผลิตภายในปี 2564 ที่เหลืออีก 3 โรงซึ่งสร้างใหม่สุด จะผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไปจนถึงปลายปี 2565 โดยเริตต์เกินกล่าวว่า เพื่อเป็นกันชนด้านความปลอดภัย ป้องกันการขาดแคลนพลังงาน
การตัดสินใจของรัฐบาลผสม ที่นำโดยพรรคคริสเตียนเดโมแครตของแมร์เคิลครั้งนี้ ทำให้เยอรมนีกลายเป็นมหาอำนาจอุตสาหกรรมชาติแรกที่ประกาศแผนล้มเลิกการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง แต่แผนนี้ยังต้องรอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่าไม่น่ามีปัญหา เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านทั้งโซเชียลเดโมแครตและพรรคกรีน ต่างก็ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ด้วย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องวางแผนจัดหาพลังงานทางเลือกจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่เคยได้จากโรงนิวเคลียร์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 23 โดยความกังวลว่าอาจเกิดการขาดแคลนไฟฟ้าได้ ทำให้นักการเมืองบางรายเสนอให้รัฐบาลสงวนอนุมาตราที่อนุญาตให้ทบทวนแผนนี้ได้ในอนาคต แต่เริตต์เกินยืนยันว่า ที่ประชุมเห็นพ้องว่าจะไม่มีการทบทวนใหม่แน่นอน เขารับประกันด้วยว่า เยอรมนีจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า
การตัดสินใจของรัฐบาลผสมครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นไปตามคำแนะนำของ "คณะกรรมการจริยธรรม" ที่แมร์เคิลแต่งตั้งมาศึกษาแผนรองรับด้านพลังงาน ภายหลังเกิดวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการกลับลำอีกครั้งของรัฐบาลผสมชุดนี้ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและทำให้พรรครัฐบาลพ่ายการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเดือนมีนาคมในเขตสำคัญๆ
ทั้งนี้ ช่วงปลายปี 2553 นางแมร์เคิลเคยตัดสินใจยืดอายุการใช้งานโรงปฏิกรณ์ทั้ง 17 โรงออกไปเฉลี่ยราว 12 ปี หรือถึงกลางทศวรรษปี 2030 ซึ่งแผนนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แม้กระทั่งก่อนเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ถล่มญี่ปุ่น และทำให้นางต้องทบทวนนโยบายด้านพลังงาน.

ข่าวต่างประเทศ : โพลชี้คนญี่ปุ่น70%ซัด'คัง'สอบตก

31 พฤษภาคม 2554

ผลสำรวจชี้ชาวญี่ปุ่น 70% อยากเปลี่ยนผู้นำใหม่ แทนที่นายกฯ นาโอโตะ คัง และกว่าครึ่งต้องการให้เขาทำงานต่อจนกว่าจะแก้ไขวิกฤติได้เรียบร้อย
คัง ผู้มีคะแนนนิยมตกต่ำกว่า 30% กำลังพยายามแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์ ณ โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ รวมทั้งหาเงินทุนมาเพื่อก่อสร้างระบบต่างๆ ฟื้นฟูความเสียหาย จากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา แล้วยังต้องปฏิรูประบบภาษีและสวัสดิการ เพื่อควบคุมหนี้สาธารณะจำนวน 2 เท่าของจีดีพี
พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (แอลดีพี) ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในสภา ประกาศในสัปดาห์ที่แล้วว่า จะทำการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อกดดันให้คังลาออก หรือยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ส.ส.แกนนำพรรคแอลดีพีระบุว่า อาจมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจhttp://www.blogger.com/img/blank.gifภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า โดยพรรคฝ่ายค้านทุกพรรคให้การสนับสนุนการยื่นอภิปราย ยกเว้นพรรคสังคมประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแอลดีพีจะสามารถเอาชนะจำนวน ส.ส.ของพรรคประชาธิปไตย (ดีพีเจ) ของคังได้ นอกจาก ส.ส.จำนวน 70 จากทั้งหมด 305 ที่นั่งของพรรคดีพีเจ จะแปรพรรคมาร่วมฝ่ายค้านแทน
นักวิเคราะห์มองว่า พรรคแอลดีพีไม่ได้ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลในทันที ศาสตราจารย์โคอิจิ นาคาโนะ แห่งมหาวิทยาลัยโซเฟีย ชี้ว่า นี่เป็นเพียงความพยายามจู่โจมพรรคดีพีเจ แล้วหวังว่าจะเกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นมาเท่านั้น
ผลสำรวจความคิดเห็นโดยหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ นิกเคอิ ชี้ว่าผู้ตอบแบบสำรวจ 70% ต้องการเปลี่ยนนายกฯ แต่กว่า 49% ยังต้องการให้คังอยู่ในตำแหน่ง จนกว่าเขาจะสามารถแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์ ดำเนินการฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาจต้องใช้เวลานาน และผู้เชี่ยวชาญต่างไม่ไว้ใจว่า บริษัทเทปโกจะมีศักยภาพมากพอแก้ไขปัญหาได้ทันเดือนมกราคมปีหน้า
โพลล์สำรวจความคิดอีกชิ้นหนึ่ง จัดทำโดยเครือโทรทัศน์ฟูจิ ชี้ว่าผู้ตอบแบบสำรวจ 85% มองว่าเทปโกรับมือวิฤติโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะได้แย่มาก และผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 81% ไม่ไว้ใจข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล และอีก 78% มองว่าคังไม่มีความเป็นผู้นำมากพอในการรับมือวิกฤติภัยพิบัติ.

Games online